สรุปสั้นๆ
- ทองนอกส่วนใหญ่เป็นทองเค 18K 14K 9K ไม่ใช่ทอง 96.5% แบบไทย
- ร้านทองห้องแถวไม่รับเพราะขายต่อในระบบทองไทยไม่ได้ ต้องหลอมอย่างเดียว
- ราคาคิดจากเนื้อทองจริง ไม่ได้คิดจากราคาป้ายที่ซื้อมา
- ค่ากำเหน็จกับค่าแบรนด์ที่จ่ายตอนซื้อ ไม่กลับมาตอนขาย ไม่ว่าจะซื้อจากที่ไหน
พัทยามีทองต่างประเทศหมุนเวียนเยอะกว่าเมืองอื่น เพราะมีทั้งคนไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ ชาวต่างชาติที่มาอยู่ยาว และของที่ซื้อติดมือกลับมาจากทริป พอถึงวันจะขายกลับกลายเป็นเรื่องยากกว่าที่คิด
ทองนอกต่างจากทองไทยตรงไหน
ทองรูปพรรณไทยเกือบทั้งหมดเป็นทอง 96.5% หรือที่เรียกกันว่าทองเยาวราช ส่วนทองที่ผลิตในยุโรป ตะวันออกกลาง หรือเอเชียตะวันออก นิยมทำเป็นทองเค ซึ่งมีเนื้อทองน้อยกว่า
- ทอง 24K เนื้อทองราว 99.9% เจอในทองแท่งมากกว่าเครื่องประดับ
- ทอง 22K ราว 91.6% เจอบ่อยในทองอินเดียและตะวันออกกลาง
- ทอง 18K ราว 75% มาตรฐานเครื่องประดับยุโรป
- ทอง 14K ราว 58.5% เจอบ่อยในทองอเมริกา
- ทอง 9K ราว 37.5% เจอในทองอังกฤษและของที่ราคาย่อมเยา
สร้อยทองอิตาลี 18K น้ำหนัก 10 กรัม มีเนื้อทองจริงประมาณ 7.5 กรัม ที่เหลือเป็นโลหะผสม ตัวเลขนี้คือสิ่งที่กำหนดราคาที่คุณจะได้
ทำไมร้านทองทั่วไปไม่ค่อยรับ
ร้านทองห้องแถวขายทอง 96.5% เป็นหลัก ของที่รับซื้อเข้ามาต้องขายต่อได้ในระบบเดิม ทองเคขายต่อในระบบนั้นไม่ได้ ต้องส่งหลอมแยกซึ่งร้านเล็ก ๆ ไม่ได้ทำ
บางร้านเลยเลือกวิธีง่ายที่สุดคือปฏิเสธไปเลย บางร้านรับแต่ให้ราคาต่ำกว่าเนื้อจริงมาก เพราะเผื่อความเสี่ยงที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าเป็นทองกี่เปอร์เซ็นต์
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทองของคุณไม่ดี แต่อยู่ที่ร้านนั้นไม่มีเครื่องมือตรวจและไม่มีทางออกให้ของหลังรับซื้อ
ตราที่ปั๊มอยู่บนทองบอกอะไรได้บ้าง
ลองส่องดูตรงตะขอ ห่วง หรือด้านในวงแหวน มักมีตัวเลขเล็ก ๆ ปั๊มไว้
- 750 = 18K · 585 = 14K · 375 = 9K · 916 = 22K · 999 = 24K
- ITALY หรือรูปดาวพร้อมตัวเลข เป็นตราผู้ผลิตอิตาลี
- GF, GP, HGE, RGP = หุ้มทองหรือชุบทอง ไม่ใช่ทองแท้ทั้งชิ้น
- ไม่มีตราเลยก็ไม่ได้แปลว่าปลอม ของเก่าหลายชิ้นตราสึกจนอ่านไม่ออก
ตราเป็นแค่จุดเริ่มต้น ของปลอมก็ปั๊มตราได้ ตัวตัดสินจริงคือผลตรวจจากเครื่อง
ราคาที่ได้คิดยังไง
คิดจากน้ำหนักคูณเปอร์เซ็นต์ทองจริง เทียบกับราคาทองคำในวันนั้น แล้วหักส่วนของการหลอมและความเสี่ยง สูตรเดียวกันหมดไม่ว่าจะเป็นทองยี่ห้อไหนหรือซื้อมาจากประเทศไหน
สิ่งที่คนขายมักผิดหวังคือส่วนต่างจากราคาที่ซื้อมา สร้อยแบรนด์เนมยุโรปที่จ่ายไปสามหมื่น อาจมีเนื้อทองจริงมูลค่าไม่ถึงครึ่ง ส่วนที่หายไปคือค่าออกแบบ ค่าแบรนด์ ค่าภาษี และกำไรร้าน ซึ่งไม่กลับมาตอนขายต่อ
กรณีที่อาจได้มากกว่าราคาเนื้อทอง
ถ้าเป็นเครื่องประดับแบรนด์ดังที่มีตลาดมือสองจริงและยังมีกล่องมีใบรับประกัน บางชิ้นขายเป็นสินค้ามือสองได้ราคาดีกว่าขายเป็นเนื้อทอง แต่ต้องดูของจริงถึงจะบอกได้ ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่เป็นแบบนี้
ทองแบบไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
- ทองกลวง สร้อยเส้นใหญ่แต่เบาผิดปกติ ข้างในกลวง น้ำหนักที่เห็นไม่ใช่เนื้อทองทั้งหมด
- ทองชุบหนา เครื่อง XRF อ่านผิวนอกได้ค่าสูง แต่ข้างในเป็นโลหะอื่น ร้านที่รับเยอะจะดูออกจากน้ำหนักที่ไม่สมส่วนกับขนาด
- ของที่ซื้อจากแผงตลาดต่างประเทศ ราคาถูกผิดปกติตอนซื้อ มักมีเหตุผล
เอามาที่ร้านแล้วเกิดอะไรขึ้น
- ชั่งน้ำหนักรวมต่อหน้าคุณ
- ยิงเครื่อง XRF อ่านเปอร์เซ็นต์ทอง เห็นตัวเลขบนจอพร้อมกัน
- ถ้าเป็นชิ้นที่สงสัยว่ากลวงหรือชุบ จะยิงหลายจุดหรือทดสอบเพิ่ม
- คำนวณราคาให้ดูว่าเนื้อทองเท่าไหร่ คิดเป็นเงินเท่าไหร่
- ตกลงรับเงินสด ไม่ตกลงก็เอาทองกลับได้เลย ไม่มีค่าตรวจ
ถ้าอยากรู้ราคาคร่าว ๆ ก่อนเดินทาง ถ่ายรูปตราที่ปั๊มไว้กับรูปชิ้นงานส่งไลน์มาก่อนได้ แต่ราคาสรุปต้องตรวจของจริงเสมอ
คำถามที่พบบ่อย
ทองอิตาลีขายได้ราคาดีกว่าทองไทยไหม
ต่อกรัมมักได้น้อยกว่า เพราะทองอิตาลีส่วนใหญ่เป็น 18K ซึ่งมีเนื้อทอง 75% ส่วนทองไทยเป็น 96.5% ถ้าน้ำหนักเท่ากัน ทองไทยมีเนื้อทองมากกว่าจึงได้เงินมากกว่า
ไม่มีตราปั๊มเลย ขายได้ไหม
ได้ ตราไม่ใช่ตัวตัดสิน เครื่อง XRF อ่านเปอร์เซ็นต์จริงได้โดยไม่ต้องพึ่งตรา ของเก่าที่ตราสึกหายหมดแล้วก็ยังตรวจได้ปกติ
ทองที่ซื้อจากดูไบเอามาขายที่พัทยาได้ไหม
ได้ ทองจากตะวันออกกลางส่วนมากเป็น 21K หรือ 22K ซึ่งมีเนื้อทองสูงกว่าทองยุโรป ราคาที่ได้ต่อกรัมมักดีกว่าทองอิตาลี
เครื่องประดับทองฝังเพชรพลอย คิดราคายังไง
ปกติคิดเฉพาะเนื้อทอง ส่วนเพชรพลอยต้องประเมินแยกและไม่ใช่ทุกร้านที่รับ ถ้าเป็นเพชรเม็ดใหญ่มีใบเซอร์ ควรแยกไปประเมินกับร้านเพชรจะได้ราคาดีกว่า
